เมื่อพูดถึงฟิจิ หลายคนนึกถึงทะเลสีคราม หาดทราย และหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก แต่สำหรับประชาชนฟิจิ ทะเลไม่ได้เป็นเพียงทิวทัศน์ หากยังเป็นความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และสภาพอากาศสุดขั้ว
Climate Adaptation หรือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงไม่ใช่ศัพท์ทางวิชาการที่อยู่ในห้องประชุม แต่เกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานว่า บ้านเรายังอยู่ได้หรือไม่ น้ำสะอาดเพียงพอหรือไม่ และชุมชนต้องย้ายออกจากถิ่นฐานเดิมเมื่อใด รัฐบาลฟิจิจัดทำ National Adaptation Plan: NAP เพื่อบูรณาการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าไปในนโยบาย โครงการ และกระบวนการตัดสินใจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคส่วนสำคัญ
อย่างไรก็ดี สตง.ฟิจิตั้งคำถามที่เรียบง่ายแต่แหลมคมว่า การมีแผนระดับชาตินั้น หมายความว่า ประเทศกำลังปรับตัวได้จริงแล้วหรือไม่
…นี่คือการเปลี่ยนคำถามจาก “รัฐบาลมีแผนหรือยัง” ไปสู่ “แผนนั้นสร้างผลลัพธ์แก่ประชาชนหรือยัง” การตรวจสอบจึงครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการวางแผน การกำหนดบทบาทของหน่วยงาน การประสานงาน การดำเนินมาตรการ ตลอดจนระบบติดตาม ประเมินผล และรายงานความก้าวหน้า
ข้อตรวจพบแรก คือ รากฐานสำหรับขับเคลื่อน NAP ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ ทั้งการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาวะผู้นำ แหล่งเงินทุน ความชัดเจนของบทบาท และการประสานงานระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานรายสาขา และระดับท้องถิ่น ในทางนโยบาย เรื่องนี้คล้ายกับการมี “แผนที่” แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบขับรถ ไม่มีน้ำมัน และไม่มีข้อตกลงว่าจะเดินทางด้วยเส้นทางใด แผนอาจเขียนไว้ดี แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปสู่การปฏิบัติได้
จุดอ่อนสำคัญอีกประการ คือ การประกันคุณภาพและการจัดเก็บหลักฐานของแต่ละขั้นตอนยังไม่สมบูรณ์ จึงยากต่อการตรวจสอบย้อนกลับว่า การตัดสินใจเลือกโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตั้งอยู่บนข้อมูล ความเสี่ยง และกระบวนการที่เหมาะสมเพียงใด อย่างไรก็ตาม หัวใจของข้อตรวจพบนี้อยู่ที่ระบบ Monitoring, Evaluation and Reporting เพราะ NAP ของฟิจิไม่ได้กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่เฉพาะเจาะจงเพียงพอ และยังไม่มีระบบที่สามารถแสดงความก้าวหน้าของนโยบาย Climate Adaptation ต่อสาธารณะได้อย่างโปร่งใส นี่ทำให้เกิดโจทย์สำคัญว่า แม้รัฐบาลสร้างกำแพงกันคลื่น (Sea Wall) ย้ายชุมชน หรือดำเนินโครงการด้านน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากไม่มี Baseline ตัวชี้วัด และข้อมูลผลลัพธ์ รัฐก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ความเปราะบางลดลงจริงเพียงใด
จุดเด่นของงานตรวจครั้งนี้ คือ สตง.ฟิจิลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชน เพื่อพิจารณาว่ามาตรการที่ดูดีบนกระดาษสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในชีวิตจริงของชุมชน ที่หมู่บ้าน Nagasauva มีการย้ายบ้านหกหลังขึ้นไปบนพื้นที่สูง แต่มีผู้อยู่อาศัยจริงเพียงหนึ่งหลัง เพราะเส้นทางเข้าถึงยาก กระทบต่อการทำประมง การไปโบสถ์ การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน และการเยี่ยมครอบครัว ขณะที่บางบ้านไม่มีห้องน้ำ พื้นที่ซักล้าง ห้องครัว และระบบน้ำที่มั่นคง ที่ชุมชน Nabavatu ประมาณ 37 ครัวเรือนต้องอาศัยในเต็นท์ชั่วคราวภายในพื้นที่โบสถ์นานถึงสามปี ระหว่างรอโครงการย้ายถิ่นฐาน ครอบครัวต้องใช้ห้องน้ำและพื้นที่ซักล้างร่วมกัน รวมทั้งเผชิญปัญหาความร้อน การระบายอากาศ สุขอนามัย และความเป็นส่วนตัว ส่วนประชาชนในหมู่บ้าน Vunisavisavi บางส่วนไม่ประสงค์ย้าย เพราะมีความผูกพันกับบ้านและที่ดินของบรรพบุรุษ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า Climate Relocation ไม่ใช่เพียงงานวิศวกรรมหรือการสร้างบ้านใหม่ แต่เป็นเรื่องของวิถีชีวิต วัฒนธรรม สิทธิในที่ดิน และศักดิ์ศรีของประชาชน
สตง.ฟิจิจึงเสนอให้รัฐบาลจัดเก็บเอกสารทุกขั้นตอนของ NAP อย่างเป็นระบบ ดำเนินการทบทวนคุณภาพ กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ พัฒนาตัวชี้วัด และสร้างระบบติดตาม ประเมินผล และรายงานที่ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกัน เพราะข้อมูลส่วนหนึ่งมีอยู่แล้ว แต่ยังแยกส่วนและไม่มีระบบบูรณาการระดับชาติ บทเรียนจากฟิจิจึงชัดเจนว่า มีแผนอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีข้อมูลเพื่อให้แผนขับเคลื่อนได้ แผนกำหนดทิศทาง ข้อมูลช่วยตัดสินใจ การมีส่วนร่วมทำให้มาตรการตอบโจทย์ชุมชน และการตรวจสอบช่วยพิสูจน์ว่า Climate Adaptation กำลังสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ประชาชนจริง ไม่ใช่เพียงสร้างกิจกรรมตามเอกสารราชการ
บทความโดย ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์ 4 สิงหาคม 2569
📘ผู้สนใจโปรดดู
Office of the Auditor-General, Republic of Fiji, Performance Audit on Implementation of Climate Change Adaptation Actions; PASAI, Adapting to Climate Change: Pacific Regional Report; และ Monitoring and Evaluation Framework for Fiji’s National Adaptation Plan Process.

