งานปาฐกถา และประชุมสัมมนาของ สมาคมเสริมการค้าอาเชียน เปิดตัวโครงการ”ติดปีก SMEไทย…บินไกลไปทั่วโลก“ร่วมกับสถาบันเอฟเคไอไอและสถาบันทิวา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ได้รับความสนใจจากสมาชิกสมาคมและนักธุรกิจระดับชั้นนำเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นายอลงกรณ์ พลบุตร เน้นว่า SME คือ “หัวใจและลมหายใจ” ของประเทศอย่างแท้จริง มีผู้ประกอบการ SME รวมกันมากกว่า 3.2 ล้านราย สูงถึง 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมด แต่ก็พบว่าสถิติที่เป็นข้อจำกัดและคอขวดเชิงโครงสร้าง SME ไทย คือมีสัดส่วนการส่งออกตรง (Direct Export) เพียงแค่ 10% ถึง 12% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศเท่านั้น หมายความว่า สินค้าและบริการคุณภาพสูงของไทยจำนวนมหาศาล ยังคงติดอยู่ในตลาดภายในประเทศ ที่มีกำลังซื้อจำกัด เราจึงจำเป็นต้องหาทางออกอย่างเร่งด่วนคือการ“ติดปีก”ให้SME ส่งออก ไปยังต่างประเทศทั้งการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนไปยังทั่วโลก
การติดปีกนั้น ปีกแรกคือ Transformation & Green Economy การเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการสู่ Digital SME
ปีกที่สองคือ Global Network & Cross-Border Trade โดยต้องเร่งผลักดันให้ SME ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) และ RCEP
ปีกที่สามคือ Standards & Financial Access การยกระดับสินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพรไทยให้ได้รับมาตรฐานสากล
หากเราสามารถยกระดับ SME ไทยให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 5% เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศได้ถึง 300,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศที่ราว 10 ล้านล้านบาท ซึ่งจะหมุนเวียนกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนมากขึ้น
ดร. สมชาย สาโรวาท นายกสมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าว
เป็นเรื่องที่จะต้องเร่งรัดส่งเสริมและผลักดันกันอย่างจริงจัง ต้องได้รับการขับเคลื่อนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างแนบแน่น และต่อเนื่อง
ตัวอย่างของประเทศที่มีการสนับสนุน SME อย่างแข็งขันในการเป็นSupply Chainในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแนบแน่นก็คือประเทศเวียดนาม สร้างมูลค่าและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามสูงถึง 40% – 45%
รายได้ของรัฐ สร้างรายได้และเม็ดเงินนำส่งเข้าสู่คลังคิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของรายได้งบประมาณ
การเข้ามาร่วมขับเคลื่อนและสนับสนุนอย่างจริงจังของรัฐบาลเวียดนาม และส่งผลให้เวียดนามมีอัตราส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการต่อ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยพุ่งสูงถึงประมาณ 95% – 98% ของ GDP (ข้อมูลล่าสุดจาก World Bank)
ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าการสนับสนุนเอสเอ็มอีของเวียดนาม ผลักดันให้การส่งออกของเวียดนามสูง เป็นอันดับสองของอาเซียน (รองจากสิงคโปร์)
ภาระกิจติดปีกSMEไทย นี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่และท้าทายอย่างยิ่ง
สมาคมจึงจะขอมีส่วนร่วมในการผลักดันในเรื่องนี้ โดยได้กำหนดเป็นนโยบายหลัก ที่จะดำเนินการ ในรูปแบบต่างๆ ตลอดปี2569-2570 แต่….ลำพังเพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการไม่มีทางจะได้รับความสำเร็จ ! ต้องร่วมมือประสานงานกันอย่างจากทุกภาคส่วน !
และที่สำคัญที่สุดคือบรรดาผู้ประกอบกิจการขนาดกลาง ขนาดย่อมและขนาดย่อยSMEs นั้นจะต้องมีตั้งใจและความพร้อมที่จะ”ติดปีก“ไปด้วยกันครับ ! ///
https://thailandtoday2020news.blogspot.com/2026/08/sme.html









